ผมไม่แน่ใจว่ามีใคร รู้จัก ได้ยิน หรือ เคยโดนชวนไปเรียน Landmark Forum บ้างรึเปล่า และ ถ้าคุณเคยได้ยิน หรือ โดนชวนไปเรียน คุณอาจจะรู้สึกว่า “นี่มันคอร์สอะไรวะ มันดีขนาดนั้นเลยหรอ ทำไมคนชวนมันขยันชวนขนาดนี้” ที่สำคัญคือ เมื่อคุณตามหาคำตอบใน Google เกี่ยวกับ Landmark Forum คุณจะค้นพบว่า มันไม่มีคำตอบเลยว่า เรียนเกี่ยวกับอะไร หรือ เรียนแล้วได้อะไร ดังนั้นผมที่เพิ่งไปเรียนมาจะมาเล่าให้ฟังเองครับ
- Landmark Forum คืออะไร?
- ใครคือเจ้าของ Landmark Forum?
- ประสบการณ์การเรียน Landmark
- Landmark เรียนเกี่ยวกับอะไร?
- เรียน Landmark แล้วได้อะไร?
- รวมคำถามยอดฮิตเกี่ยวกับ Landmark
- สรุป
Landmark Forum คืออะไร?
Landmark Forum หรือ แลนด์มาร์คฟอรั่ม เป็นอีก 1 หลักสูตร หรือ สัมมนาเกี่ยวกับการพัฒนาตัวเอง ที่มีเป้าหมายในการทำให้ผู้เรียนใช้ชีวิตได้อย่างอิสระและมีพลังในทุกๆด้านของชีวิตหรือที่ชาว Landmark ชอบเรียกกันว่า Transformation นั่นเองครับ ซึ่งตัวสัมมนาก็มีจัดอยู่ด้วยกันในหลายประเทศทั่วโลกและมีจัดทั้งสำหรับเด็กและผู้ใหญ่
สำหรับ Landmark Forum ที่จัดที่ประเทศไทยก็มีให้เลือกเรียนทั้ง ออนไลน์ และ ออฟไลน์ ส่วนตัวผมไปเรียนออฟไลน์มาครับ ใช้เวลาเรียนไปทั้งหมดราวๆ 40 ชั่วโมง (3 วันเต็มๆ กับอีก 1 คืน)
ใครคือเจ้าของ Landmark Forum?
Landmark Forum เป็นหลักสูตรที่ถูกพัฒนามาจากบริษัทที่ชื่อว่า Landmark ครับ โดยที่ตัวบริษัทก็เป็นบริษัทสัญชาติอเมริกัน ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1991 และ แน่นอนว่านี่คือ for-profit company นะครับ ไม่ใช่บริษัทไม่แสวงหากำไรแบบที่หลายๆคนเข้าใจผิด ซึ่งเท่าที่หาข้อมูลเพิ่มเติมคือ บริษัทนี้จัดการความเป็นเจ้าของแบบ Employee Stock Ownership Plan (ESOP) แปลเป็นไทยง่ายๆว่า หุ้นหรือความเป็นเจ้าของทั้งหมดถูกถือโดยพนักงานกว่า 600 คนทั่วโลก
และข้อมูลเพิ่มเติมที่เจอก็คือตัว Landmark Forum เนี่ยเป็น IP ที่ถูกซื้อและปรับปรุงเพิ่มเติมจากเจ้าของเดิมอย่าง Werner Erhard โดยก่อนหน้านี้ใช้ชื่อว่า EST Training

ประสบการณ์การเรียน Landmark
ผมก็เป็นอีก 1 คนที่โดนชวนจากหลายคนรอบตัวอย่างหนักหน่วงครับ ขีดเส้นใต้คำว่า “อย่างหนักหน่วง” เจอหน้าก็ถาม โทรมาก็ถาม จนผมต้องตัดสินใจไปเรียนเพราะอยากรู้มากๆว่ามันเกี่ยวกับอะไร เพราะทุกคนที่มาชวนล้วนแต่บอกว่า “มันเป็นหลักสูตรที่เปลี่ยนชีวิต”
อย่างที่ผมบอกว่าจริงๆแล้วสามารถเลือกเรียนได้ทั้งออฟไลน์ และ ออนไลน์ครับ แต่เผอิญว่าผมละอยากรู้จริงๆว่ามันเป็นยังไง มันดีขนาดนั้นเลยหรอ ก็เลยตัดสินใจไปเรียนออฟไลน์ครับ เพราะกลัวว่าออนไลน์มันจะไม่เข้มข้น
สัมมนารุ่นที่ผมไปเรียนจัดที่โรงแรม Arnoma Grand ตรงราชประสงค์ครับ เป็นห้องจัดสัมมนาที่ใหญ่พอสมควร โดยที่จัดผังห้องเรียนเป็นเก้าอี้เรียงกันยาวๆ ซ้อนแถวกัน ซึ่งจำนวนมนุษย์ทั้งหมดในห้องประเมินด้วยสายตาน่าจะมีราวๆ 200 คนได้

ส่วนวิธีการเรียนจะเป็นแบบที่ Leader หรือ โค้ช เป็นคนเล่าเรื่องเกี่ยวกับ Landmark Forum สลับกันการให้ผู้เข้าเรียนออกไปเข้าร่วมการ Coach ในแต่ละหัวข้อ (ก็คือออกไปเล่าเรื่องของตัวเอง แล้วก็ให้ Leader โค้ชไปเรื่อยๆ) ซึ่งปัจจุบันเป็นภาษาไทยแล้ว แต่เคยได้ยินว่าสมัยก่อน โค้ชเป็นภาษาอังกฤษและต้องมีล่ามคอยแปล
เริ่มเรียนตั้งแต่ 9.00 จนถึงราวๆ 22.00 ตลอดทั้งวันก็จะมีการพัก 3 ครั้ง คือ เที่ยง บ่าย และ เย็นครับ (ไม่มีอาหารจัดให้นะครับต้องหากินแถวนั้น) ระหว่างที่ออกไปพักก็จะมีการบ้านให้เราออกไปทำด้วยครับ
ในช่วงเวลาเรียนจริงๆก็ไม่ได้ยึดโทรศัพท์แบบที่หลายๆคนบอกนะครับ แต่ถ้าเล่นแล้วโค้ชเห็นก็จะโดนเตือน หรือ บางทีก็มีทีมงาน (เรียกว่า Assist) เข้ามาเตือนให้เก็บโทรศัพท์บ้าง (ห้ามถ่ายรูป และ ห้ามจดด้วยครับ แต่ผมแอบจดกระจุยกระจาย)
รากงอกโดยสมบูรณ์แบบจริงๆครับ นั่งทั้งวัน จนปวดตูดไปหมด
Landmark เรียนเกี่ยวกับอะไร?
คำถามนี้น่าจะเป็นคำถามที่หลายๆคนสงสัยเป็นอย่างมาก และความแปลกประหลาดก็คือ ถ้าเราไปถามคนที่เคยเรียนหรือคนที่ชวนเราไปเรียน มักจะไม่ได้คำตอบ หรือถ้าถามว่าเรียนแล้วได้อะไร ก็จะโดนคำตอบประมาณว่าแบบ แล้วแต่คน ได้ไม่เท่ากันต่างๆนาๆ แต่สำหรับผมมันไม่ได้อธิบายยากขนาดนั้นครับ

ถ้าให้สรุปง่ายๆ Landmark Forum ก็เป็นสัมมนาที่แนะนำเกี่ยวกับวิธีคิด ผ่านการฟังเรื่องราวของชีวิตคนอื่นที่ออกไปแชร์หน้าห้อง (หรือก็จากชีวิตคุณเองถ้าคุณออกไปแชร์ครับ)
แล้ววิธีคิดที่ว่าคืออะไรบ้าง ผมอาจจะยกตัวอย่างมาเล่าสักสองสามอย่างละกันครับ
1.ไปเหนือเหตุผล : ที่ Landmark ใช้คำนี้เป็นหลักแต่ถ้าให้ผมแปลง่ายๆก็คือ “อย่ามีข้ออ้าง” นั่นแหละครับ เพราะบางทีเวลาเราไม่ได้ทำอะไรตามที่เราพูดหรือสัญญาออกไปเรามักจะมีเหตุผลสนับสนุนดีๆอยู่เสมอ เช่น ไม่ยอมลดความอ้วน เพราะ เพื่อนชวนไปกิน ผู้ใหญ่ชวนกินข้าว บลาๆๆๆ คือไอเหตุผลดีๆเหล่านี้ชาว Landmarktonian (ไม่มีนะครับผมแต่งขึ้นมาเอง) ก็จะมองว่าให้เราไปเหนือเหตุผลต่อให้เหตุผลมันจะเป็นเหตุผลที่ดีก็ตาม (แปลง่ายๆว่าไปลดความอ้วนสิอย่าข้ออ้างเยอะ)
2.สิ่งที่เกิดขึ้น และ เรื่องราวที่เกิดขึ้น : ส่วนตัวผมข้อนี้เป็นอะไรที่ผมชอบมากพอสมควร คือ เวลาที่มีเรื่องอะไรสักอย่างเกิดขึ้น เช่น เราโดนเพื่อนด่า เราอาจจะรู้สึกแย่มากคิดไปถึงว่าเพื่อนเราเกลียดเรามาก เพื่อนของเพื่อนเราก็เกลียดเรามากด้วย ต้องมีการตั้งกลุ่มไลน์ที่ไม่มีเรา แต่สิ่งที่ Landmark จะสอนให้เราแยกแยะคือ สิ่งที่เกิดขึ้นมันก็คือ เพื่อนด่าเรา ไอสิ่งที่เหลือมันคือ เรื่องราวที่เราคิดขึ้นมาเอง ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องจริง (หรืออาจจะจริงก็ได้ 5555555) ดังนั้นพอเรา Focus เฉพาะเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆเราก็จะเลิกฟุ้งซ่าน หลุดจากวงจรอุบาทว์ครับ
3.ชีวิตเราเป็นอิสระและไม่มีความหมาย : ข้อนี้น่าจะเป็นบทสรุปใหญ่ที่สุดของ Landmark Forum ครับ คือตัวสัมมนาพยายามจะสื่อสารว่าเราอยากจะเป็นอะไรเราก็เป็นได้ การที่เรามาคิดว่าวันนี้เราทำอย่างนั้นอย่างโน้นอย่างนี้ไม่ได้เพราะเราเป็นแบบนั้นแบบโน้นแบบนี้ ทั้งหมดนี้คือเราไปใส่ความหมายให้มันเอง จริงๆแล้วชีวิตเราไม่มีความหมายอะไรและเรามีอิสระที่จะเลือกอะไรก็ได้
จริงๆสิ่งที่เรียนมีมากกว่านี้อีกพอสมควรครับ แต่ทั้งหมดก็เป็นแนวคิดหรือมุมมองในการใช้ชีวิตอีกแบบนึงครับ
เรียน Landmark แล้วได้อะไร?
ผมเชื่อว่าหลักสูตรนี้ดีพอที่จะเปลี่ยนชีวิตใครบางคนได้จริงๆ เพราะผมก็เห็นการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ปมอะไรบางอย่างที่เกิดขึ้นกับผู้เข้าเรียนหลายๆคน ยกตัวอย่างเช่นใน Landmark Forum จะมีการบ้านอย่างนึงให้คุณไปเคลียร์ปมในใจกับคนบางคนในชีวิต ซึ่งก็แน่นอนว่ามันก็มีหลายๆคนที่ซึ้งน้ำตาแตกกันไป เช่น ได้คุยกับคนที่ไม่เคยคุยมานาน 20 ปี, กลับไปเคลียร์ใจกับเพื่อนที่บูลลี่เราตั้งแต่ประถม, กลับไปคุยกับแม่ที่ไม่ได้คุยกันมาทั้งชีวิต บลาๆๆๆๆๆๆ
และนี่อาจจะเป็นอีก 1 เหตุผลที่ทำไมคนที่เคยไปเรียนแล้วได้ผลลัพธ์ชอบมาชวนก็เป็นไปได้ครับ เพราะมันก็มีบางคนที่พลิกชีวิตได้ด้วย Landmark Forum ไปเลย แต่แน่นอนว่ามันไม่ได้ Work สำหรับทุกคน บางคนเรียนแล้วก็ไม่ได้อะไรครับ

สำหรับผมละ? ส่วนตัวผมก็ยังรู้สึกว่า Landmark Forum มีหลายๆแนวคิดที่ดี อาจจะเป็นเพราะไม่เคยเรียน Coach หรือถูก Coach แบบเป็นจริงเป็นจังสักเท่าไหร่ ก็เลยมีหลายๆแนวความคิดที่ดีและเหมาะที่จะเอาไปใช้งานต่อได้ แต่แน่นอนว่าก็ไม่ได้รู้สึกว่า “ว้าวนี่คือหลักสูตรที่เปลี่ยนชีวิตผมไปตลอดกาล” แต่ก็เป็น Another good dot in my life ครับ
และที่สำคัญคือ Landmark Forum ไม่ได้การันตีผลลัพธ์ครับ ว่าการที่คุณมีอิสระ หรือ การได้ไปสะสางปมในใจกับใครสักคนในชีวิต มันจะได้ผลลัพธ์ที่ดี หรือ แย่ เพราะ ในห้องเรียนก็มีตัวอย่างให้เห็นเหมือนกัน ที่มีผู้เข้าเรียนไปแก้ปมในใจกับพ่อที่ไม่ได้คุยกันมานานหลายปีแล้วทุกอย่างชิบหายกว่าเดิม
แต่อย่างไรก็ดีเรียนจบแล้วยังมีสัมมนาออนไลน์ต่ออีก 10 ครั้ง (ซึ่งตอนนี้ที่ผมเขียนบทความก็ยังเรียนอยู่) เป็นลักษณะของการ Coach สิ่งที่ได้มาจาก Forum เพื่อนำไปใช้งานต่อในชีวิตจริงชื่อว่าสัมมนา Breakthough (รู้สึกว่าได้อะไรน้อยกว่าตอนเรียน Forum มาก) และ ถ้าใครอินใครชอบใครรัก Landmark Forum ก็ยังมีอีกหลายสัมมนารอให้ไปเรียนต่อเช่น Advance หรือ ILP ซึ่งผมก็ขอพักก่อนครับ ปวดตูดไปหมดละ
รวมคำถามยอดฮิตเกี่ยวกับ Landmark
Q1: เรียนแล้วได้อะไรไหม
A1: ก็ตามที่เขียนไปครับ
Q2: ตกลง Landmark เป็นลัทธิไหม
A2: เป็นองค์กรแสวงหาผลกำไรครับ (และแนะนำให้ไปดูงบใน DBD อย่างมาก)
Q3: ทำไมมคนเรียน Landmark ชอบมาชวนคนอื่น
A3: เพราะตัว Landmark เองมีการบ้านข้อนี้เหมือนกันครับ แต่หลักๆผมว่าก็เพราะมันอาจจพลิกชีวิตคนชวนมั้งครับ
Q4: คนที่มาช่วยๆได้อะไรไหม
A4: เท่าที่รู้มาไม่ได้อะไรเลย อาสาสมัครล้วนๆ (ดังนั้นจึงแนะนำให้ไปดูงบใน DBD อย่างมาก)
Q5: ทำไมชาว Landmarktonian ชอบพูดภาษาแปลกๆ
A5: Landmarktonian เรียกกันว่ามันคือภาษา Transformation (ผมโคตรไม่ชอบ) ซึ่งเวลาที่เขาสื่อสารกันมันเข้าใจง่ายกว่า
Q6: ถ้าสนใจจะเรียนควรไปเรียน Introduction Class ก่อนไหมม
A6: หนีไปให้ไว จงอย่าไปเรียน Introduction ไม่ว่าออนไลน์หรือออฟไลน์ เพราะเรียนไปคุณก็ไม่รู้อยู่ดีว่า Landmark เรียนเกี่ยวกับอะไร จะลามปามหาว่าสิ่งนี้มันบ้าๆบอๆซะมากกว่า ถ้าสนใจก็เตรียมตังค์เตรียมตูดไปนั่งเรียน Class เต็มได้เลย
สรุป
Landmark Forum หรือ แลนด์มาร์คฟอรั่ม ก็เป็นอีก 1 หลักสูตร หรือ สัมมนาเกี่ยวกับการพัฒนาตัวเอง ที่ดีพอที่จะเปลี่ยนชีวิตใครบางคนได้จริงๆ แต่ที่สำคัญคือ Landmark Forum ไม่ได้การันตีผลลัพธ์ ว่าการเปลี่ยนของคุณมันจะเป็นเรื่องดี หรือ แย่
และสำหรับผมการไปเรียนรู้เรื่องใหม่ๆอย่าง Landmark Forum ก็ถือเป็นการเก็บ Dot ในชีวิตที่ถือว่าน่าสนใจไม่น้อยครับ สำหรับบางคนมันอาจจะดีมาก และ สำหรับบางคนมันก็ห่วยแตกมากเช่นกัน
อีกอย่างคือ Class นี้ถือว่ามีความน่าสนใจอย่างมากในด้านของ Audience ที่เข้ามาเรียน มีตั้งแต่บางคนที่ต้องขายทองแม่เพื่อมาส่งตัวเองเรียน จนกระทั่งเจ้าของบริษัท 1,000 ล้านที่ขับ Lamborghini มาจอดหน้าโรงแรม
สุดท้ายถ้าผมจะแนะนำใครไปเรียน Landmark Forum ไหม? ก็ต้องบอกเลยว่า “ตัดสินใจเอาเองเถอะครับ”

Leave a Reply