เปรียบเทียบ Zapier vs Make (Integromat) เครื่องมือไหนเหมาะกับงานของคุณที่สุด? (ฉบับปี 2025)

ในยุคที่การทำงานแบบ Automation (ระบบอัตโนมัติ) กลายเป็นกุญแจสำคัญในการลดเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ คำถามยอดฮิตที่คนทำงานและเจ้าของธุรกิจมักถามคือ “ควรใช้ Zapier หรือ Make ดี?”

ทั้งสองเครื่องมือนี้เป็นยักษ์ใหญ่ในวงการ No-Code Automation แต่มีจุดเด่นและกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน บทความนี้จะเจาะลึกทุกประเด็นทั้งราคา ฟีเจอร์ และความยากง่าย เพื่อให้คุณตัดสินใจได้ถูกต้องที่สุดสำหรับปี 2025 ครับ

ตารางเปรียบเทียบ: Zapier vs Make แบบเห็นภาพชัดเจน

หัวข้อเปรียบเทียบ Zapier Make (Integromat)
ความง่ายในการใช้งาน ง่ายมาก (Linear) เหมาะกับผู้เริ่มต้น ปานกลาง (Visual) ต้องเรียนรู้นิดหน่อย
ราคา (Pricing) ค่อนข้างสูง (คิดตาม Tasks) ประหยัดกว่า (คิดตาม Operations)
จำนวนแอปที่รองรับ 7,000+ แอป (เยอะที่สุดในตลาด) 1,800+ แอป (แต่เชื่อมต่อ API เองได้ง่าย)
ความซับซ้อนของงาน เน้นงานเส้นตรง (If this, then that) ทำได้ซับซ้อนมาก (Branches, Loops, Arrays)
ฟีเจอร์ AI Zapier Copilot / Tables / Interfaces AI Assistant / Deep Integration
เหมาะกับใคร? นักการตลาด, SME, คนที่ไม่ถนัดเทคนิค นักพัฒนา, สาย Tech, ธุรกิจที่ต้องการสเกลงาน

เจาะลึก 4 ปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจ

1. ความง่ายในการใช้งาน (Ease of Use)

Zapier: ชนะเลิศในเรื่องความง่าย อินเทอร์เฟซออกแบบมาเป็นลำดับขั้น (Linear) แบบ “ถ้าเกิด A ให้ทำ B” ตรงไปตรงมา คุณไม่จำเป็นต้องเข้าใจเรื่อง Logic ซับซ้อนก็สามารถสร้าง Automation แรกได้ภายใน 5 นาที

Make: ใช้ระบบ Visual Drag-and-Drop ที่คุณสามารถลากเส้นเชื่อมต่อแอปต่างๆ ได้อย่างอิสระเหมือนวาดแผนผัง (Mind Map) ข้อดีคือเห็นภาพรวมของ Workflow ที่ซับซ้อนได้ง่ายกว่า แต่สำหรับมือใหม่อาจต้องใช้เวลาเรียนรู้เครื่องมืออย่าง Router, Iterator หรือ Aggregator บ้าง

2. ราคาและความคุ้มค่า (Pricing Models)

นี่คือจุดตัดสินใจสำคัญของหลายๆ คน:

  • Zapier (แพงกว่าแต่คาดการณ์ง่าย): คิดราคาตาม “Task” (1 Action = 1 Task) แผนเริ่มต้นประมาณ $19.99/เดือน ได้ 750 Tasks ข้อดีคือ Triggers (ตัวกระตุ้น) ไม่นับเป็น Task ทำให้การตรวจสอบข้อมูลเข้าใหม่ไม่เสียเงิน
  • Make (ถูกกว่าแต่อาจมี Hidden Cost): คิดราคาตาม “Operations” แผนเริ่มต้นเพียง $9/เดือน ได้ถึง 10,000 Ops ซึ่งถูกกว่ามาก แต่ข้อควรระวังคือ ทุกขั้นตอนนับเป็น Operation รวมถึง Trigger ด้วย ถ้าคุณตั้งให้ระบบเช็คอีเมลทุก 1 นาที แม้ไม่มีอีเมลเข้าเลย คุณก็จะเสียเครดิตไปเรื่อยๆ (เรียกว่า Polling cost)

3. ความสามารถในการจัดการงานซับซ้อน (Complexity)

Make คือราชาแห่งความซับซ้อน หากงานของคุณต้องมีการ:

  • ดึงข้อมูลมาแล้วแยกทำหลายๆ อย่างพร้อมกัน (Router)
  • วนลูปข้อมูลใน Excel ทีละแถว (Iterator)
  • แปลงรูปแบบข้อมูลวันที่ หรือคำนวณสูตร Excel ยากๆ
  • จัดการ Error ไม่ให้ระบบหยุดทำงานเมื่อเจอข้อผิดพลาด

Make จะทำได้ดีและประหยัดกว่า Zapier มาก ในขณะที่ Zapier ต้องใช้ฟีเจอร์ “Paths” ซึ่งมีให้ใช้เฉพาะในแพ็คเกจราคาสูงเท่านั้น

4. การเชื่อมต่อแอป (Integrations)

Zapier มีภาษีดีกว่าด้วยจำนวนแอปกว่า 7,000+ แอป แทบทุกเครื่องมือบนโลกนี้มักจะมี Zapier Integration เสมอ

Make มีประมาณ 1,800+ แอป แต่จุดแข็งคือฟีเจอร์ HTTP Module ที่ทรงพลังมาก ทำให้คุณสามารถเชื่อมต่อกับ API ของแอปใดก็ได้ในโลก (เช่น แอปบัญชีไทย หรือ SMS Gateway ของไทย) ได้ง่ายกว่า Zapier มาก หากคุณมีความรู้เรื่อง API เล็กน้อย

สรุปข้อดี-ข้อเสีย (Pros & Cons)

Zapier (จุดเด่น)

  • ใช้งานง่ายที่สุด ไม่ต้องเขียนโค้ด
  • มีแอปให้เลือกเชื่อมต่อเยอะที่สุด
  • มีฟีเจอร์เสริมอย่าง Tables และ Interfaces ในตัว
  • ระบบเสถียรและ Community ใหญ่มาก

Zapier (จุดด้อย)

  • ราคาสูงเมื่อเทียบปริมาณงานที่ได้
  • จัดการ Error หรือ Workflow ซับซ้อนได้ยาก
  • การจัดรูปแบบข้อมูล (Formatting) ทำได้จำกัด

Make (จุดเด่น)

  • ราคาถูกกว่ามาก (ได้ Operations เยอะ)
  • ออกแบบ Workflow ซับซ้อนได้อิสระและสวยงาม
  • มีฟีเจอร์จัดการข้อมูล (Data Manipulation) ระดับเทพ
  • เชื่อมต่อ API ภายนอกได้ง่าย

Make (จุดด้อย)

  • มือใหม่อาจงงในช่วงแรก (Learning Curve สูง)
  • การตั้งค่า Trigger แบบ Polling อาจกินเครดิตโดยไม่รู้ตัว
  • จำนวนแอปสำเร็จรูปน้อยกว่า Zapier

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) – สำหรับผู้ใช้งาน

Q: ถ้าอยากเชื่อมต่อกับ LINE Notify หรือ LINE OA ตัวไหนทำได้ง่ายกว่า?

A: ทั้งคู่ทำได้ครับ แต่ Make จะได้รับความนิยมในไทยมากกว่าสำหรับการทำ LINE Chatbot หรือ LINE Notify ที่ซับซ้อน (เช่น ดึงข้อมูลยอดขายส่งเข้ากลุ่มไลน์ทุกเย็น) เพราะ Make สามารถจัดการรูปแบบข้อความ (Flex Message) ผ่าน API ได้ยืดหยุ่นกว่าครับ

Q: Zapier กับ Make อันไหนมีเวอร์ชันภาษาไทยไหม?

A: ปัจจุบัน (ปี 2025) ทั้งสองแพลตฟอร์มยังคงใช้เมนูภาษาอังกฤษเป็นหลักครับ แต่ Make จะมีหน้าตาที่เป็นรูปภาพ (Icon) ทำให้เข้าใจได้ง่ายแม้ไม่เก่งภาษาอังกฤษมากนัก

Q: ควรย้ายจาก Zapier มาใช้ Make ไหม?

A: หากคุณจ่ายค่า Zapier เดือนละหลายพันบาทและเริ่มรู้สึกว่าแพงเกินไป การย้ายมา Make จะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ถึง 50-70% เลยทีเดียวครับ แต่ต้องแลกมากับการต้องมานั่งสร้าง Workflow ใหม่ตั้งแต่ต้น

บทสรุปสุดท้าย

เลือก Zapier หากคุณ: ต้องการความง่าย รวดเร็ว และงบประมาณไม่ใช่ปัญหาหลัก
เลือก Make หากคุณ: ต้องการประหยัดงบ ชอบปรับแต่งระบบเอง และมี Logic การทำงานที่ซับซ้อน

และขอขายของเล็กน้อยอีก 1 Course จากผมเองที่อยากจะให้ทุกคนเข้าใจเรื่อง AI Automation และ AI Agent นี่คือ Course  “AI and Automation with make.com”

คอร์สนี้ออกแบบมาเพื่อสอนตั้งแต่พื้นฐาน AI และระบบ Automation ไปจนถึงการลงมือสร้าง Workflow แบบมืออาชีพ ด้วย Make.com พร้อมการผสานพลังของ AI รุ่นใหม่ เช่น ChatGPT และ Perplexity ที่จะเปลี่ยนระบบอัตโนมัติธรรมดาให้กลายเป็นระบบที่ “เข้าใจและสื่อสารได้” ช่วยให้คุณประหยัดเวลาและทำงานได้ฉลาดยิ่งขึ้น


Comments

Leave a Reply

Discover more from hundredtimesfaster

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading